Guestpost โฟสฟรี ถ้าคุณมีสาระดีๆ ที่นี่เราให้คุณได้แบ่งปัน

Notifications
Clear all

รู้จักเทคนิค "6 Jars" แบ่งเงินใส่โหล 6 ใบ - "รวย" เพราะ "เงินเหลือ"

peenong
(@peenong)
Noble Member Registered

2021-08-23-085336

"รวย" หรือ "ไม่รวย" ไม่ได้ดูกันที่รายได้ แต่สะท้อนได้จาก "เงินที่เหลือ" ซึ่งจุดเริ่มต้นของการมีเงินเก็บใช่ว่ามีรายได้สูงกว่า แต่เป็นการบริหารจัดการรายได้ที่ดีที่เป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ความ "รวย" หรือความ "มั่งคั่ง" ได้แม้รายได้น้อยกว่า

มีเทคนิคการจัดสรรเงินรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "6 Jars" หรือขวดโหล 6 ใบ จากแนวคิดของ T.Harv Eker นักวิทยาการเจ้าของหนังสือขายดี "ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน" ผู้ใช้เทคนิคจัดสรรเงินเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการพลิกชีวิตตัวเอง จากคนที่เคยถังแตก ให้กลายเป็นเศรษฐีได้ในช่วงเวลาไม่กี่ปี

เทคนิคของ Eker คือ การจัดสรรเงินออกเป็น 6 ส่วนอย่างชัดเจน โดยแบ่งส่วนเงินต่างๆ ให้นึกภาพออกเสมือนเวลาสะสมเงินในขวดโหล หรือกระปุกในวัยเด็ก แต่ละกระปุกจะมีสัดส่วนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามรายรับที่ได้มา โดยแบ่งสัดส่วนน้ำหนักของรายได้เหล่านั้นตามความเหมาะสม ดังนี้

โหลใบที่ 1 เงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (Necessities) 55%

เงินที่ถูกกันไว้ 55% จะถูกจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่ายา ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ทฤษฎีนี้ยังบอกด้วยว่านี่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่เราต้องการเงินมากกว่า 55% จำเป็นต้องลองทบทวน และปรับพฤติกรรมเสียใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำได้ยากในตอนแรก หากใช้จ่ายน้อยลงจนอยู่ในงบไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีหารายได้เพิ่มเพื่อควบคุมงบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นให้ไม่เกิน 55% เพื่อเหลือเงินไว้จัดสรรในส่วนอื่นๆ นั่นเอง

โหลใบที่ 2 Financial Freedom Account (FFA) 10%

โหลนี้เป็นโหลแห่งความมั่งคั่ง จะต้องใส่ 10% ของเงินที่ได้รับลงไปในโหลนี้ ยิ่งใส่เท่าไรความมั่งคั่งยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ตามทฤษฎีนี้พูดถึงเสาหลักสามประการแห่งความมั่งคั่ง ได้แก่ "อสังหาริมทรัพย์" "ธุรกิจ" และ "ตลาดหุ้น" ซึ่งมักจะสร้าง Passive Income ได้ตลอดเวลาแม้ว่าคุณจะไม่ได้ทำงาน ยิ่งใส่โหลนี้มากเท่าไหร่ อนาคตคุณก็มีโอกาสเข้าใกล้ความ "รวย" ได้มากขึ้นเท่านั้น

โหลใบที่ 3 Education (EDU) 10%

พูดถึงความมั่งคั่ง 3 เสาหลัก อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ และตลาดหุ้น ไปในโหลที่ 2 หลายคนตั้งคำถามว่าแล้วจะสร้างความมั่งคั่งอย่างนั้นได้อย่างไร ? คำตอบอาจเริ่มต้นจากการใส่เงินลงในโหลใบนี้ 10% ทุกครั้งที่มีรายได้ เพราะความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุน ต้องเริ่มจากการศึกษาข้อมูลและเรียนรู้อยู่เสมอ

เงิน 10% ที่ใส่ลงในโหลใบนี้อย่างสม่ำเสมอจะเป็นสะพานให้เราสามารถค่อยๆ เติบโต จากการเพิ่มความรู้หรือทักษะให้ตัวเอง เช่น เข้าเรียนคอร์สที่สนใจ เรียนภาษา เรียนทำอาหาร เรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งในระยะยาวเงินส่วนนี้จะทำให้คุณเจอโอกาสต่างๆ มากขึ้น

โหลใบที่ 4 Long Term Savings For Spending (LTSS) 10%

เป้าหมายในการเก็บเงินในขวดโหลใบนี้คือ การใช้จ่ายในอนาคต (future expenses) เช่น เป็นเงินสำรองระยะยาว เงินสำรองฉุกเฉิน ประกันชีวิต กระปุกนี้ยังมีความสำคัญมากเมื่อถึงเวลาเกษียณ เป็นกระปุกที่ช่วยให้เราเก็บเงินตอนนี้ไปใช้จ่ายในภายหลังในวันที่ไม่แรงแล้วนั่นเอง

โหลใบที่ 5 Play Account 10%

10% ที่แบ่งไว้ในโหลใบนี้ คือตั้งเป้าให้รางวัลตัวเอง เอาไว้กิจกรรมตามไลฟ์สไตล์ของเรา หรือซื้อของที่อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นการปาร์ตี้ ไปเที่ยว ช้อปปิ้ง สาเหตุที่ขวดโหลนี้ต้องมีเพราะเราทุกคนต่างต้องการพักผ่อน และให้รางวัลตัวเอง ในขณะเดียวกันโหลนี้ก็จะเป็นกรอบที่จะป้องกันไม่ให้เราใช้เงินไปกับความสุขมากจนเกินไปนั่นเอง

โหลใบที่ 6 Give Account 5%

เมื่อจัดสรรเงินให้ตัวเองแล้ว แบ่งไว้สำหรับผู้อื่นด้วย โหลใบนี้จะแบ่งเงิน 5% ของรายได้เพื่อผู้อื่นโดยเฉพาะ ผู้อื่น ณ ที่นี้จะเป็นใครก็ได้ เช่น บริจาคในโอกาสต่างๆ สำรองไว้สำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือแม้แต่แบ่งไว้ซื้อของขวัญให้พ่อแม่ เพื่อน หรือคนรักในโอกาสต่างๆ เป็นโหลที่เติมเต็มความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่นได้


#6 JARS
#6 jars money Management
#6 JARS System
#6 jars คืออะไร
#เก็บเงินจาก เงินเดือน
#เก็บเงินให้รวย ด้วย เทคนิค 6 กระปุก
#แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน
#แบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน
#วิธี แบ่งเงิน กระปุก 6 ใบ
#วิธีเก็บเงิน 6 โถ
#วิธีแบ่งเงินเป็นเปอร์เซ็นต์
#สูตรบริหารเงิน
#หลัก 6 JARS
#แบ่งเงินเป็น 3 ส่วน
#แบ่งเงินเป็น 4 ส่วน
#แบ่งเงินเป็น 5 ส่วน
#แบ่งเงินเป็น 6 ส่วน

 

เครดิต https:// www.bangkokbiznews.com/news/detail/953350

Quote
Topic starter Posted : 23/08/2021 9:07 am
Share: