เด็กน้อย(ไม่)หลงทาง

นามปากกา รินบุญญา
ตีพิมพ์ ตุลาคม 2538 สตรีสาร
ผู้มาใหม่วิ่งขึ้นบันไดตึงๆ รี่เข้ามาคว้าหมอนข้าง หมอนอิง ไปครอบครองเต็มอ้อมแขน ก่อนลงนอนแผ่บน พื้นกระดานขัดเงามันปลาบสะอาดตาอย่างเหนื่อยอ่อน

“ดูมันสิครับอา มาถึงก็หลับปุ๋ย ไม่ทักเราสักคำ” เผชิญ หนุ่มน้อยร่างเล็กหน้าตากระเดียดไปทางลูกจีน บ่นก่อนส่งเสียงดังเรียกยายหนูหน้าใส ตาคม ผิดพี่ ซึ่งนอนแผ่สองสลึงอยู่อย่างสบายอารมณ์ ให้ลุกขึ้นมาคุยกับเขาและอา

“ลุกแล้วจ้า” เชิญพรรีบลุกขึ้นมาทันใจ ‘เจ้านายประจำเรือน’

“ไงล่ะเรา โทรมมาเลยเชียว หิวหรือยังล่ะ อาทำสาคูไว้ให้แต่บ่าย รอสักเดี๋ยวแม่บัวคงยกออกมาให้ เสียงเดินเราน่ะเรียกให้รีบออกมารับคุณหนูน้อยอยู่หรอก” สาวใหญ่เอ่ยกับหลานสาวคนเล็กอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้

เชิญพรยิ้มแต้รับคำ พลางเปิดกระเป๋าหนังสือหยิบนิยายเรื่องดังเล่มหนาส่งให้พี่ชาย

“เนี่ย คนก่อนเค้าเพิ่งเอามาคืนสดๆร้อนๆเลยนะ เพื่อนที่ห้องสมุดบอกหนูว่า คนยืมกันไม่ขาดระยะเลย ให้เฮียอ่านก่อน แต่ต้องจบไม่เกินพรุ่งนี้เย็นนะ หนูจะได้อ่านมั่ง แย่จัง ที่คืนนี้การบ้านเยอะ เลยอดอ่านก่อนเลย”

เผชิญไม่กล่าวตอบ เพราะเมื่อได้รับหนังสือมาแล้ว เขาก็เปิดอ่านทันที ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรจะมาดึง ความสนใจของเขาไปได้ แม้ยายหน้าใสจิ้มสาคูส่งเข้าปากอยู่ใกล้ๆ

เมื่อน้องสาวคืนเรื่องที่อ่านจบไปได้สองสามวัน เขาก็ถามถึงนิยายอีกเรื่อง ซึ่งถือเสมือนเป็นภาคสองของ เรื่อง ในขณะที่ช่วยหล่อนวาดรูปส่งครู ยายหนูผู้คร้านจะรอคิวหนังสือที่ห้องสมุดก็ปัดรำคาญไปว่า

“มันไม่ต่อเนื่องกันหรอกน่าเฮีย”

“ไม่เกี่ยวกันก็ไม่สนล่ะ ยังไงก็เป็นภาคต่อ อ่านเสียด้วยจะเป็นไร”

“น่าเฮีย” คนเป็นน้องบอกหน้าตาเฉย “อารมณ์ดีๆแล้วจะหามาให้อ่าน”

แล้ว ‘อารมณ์ดีๆ’ ก็มาถึงเร็วเสียทุกทีซิน่ะ

“มันขี้เกียจอ่านหนังสือเรียนน่ะ” เฮียค่อนให้อาฟัง “เลยเอาแต่อ่านนิยาย”

“เอ๊ะ” ยายหน้าใสปากยื่น “ทีหลังไม่หามาให้อ่านเลยดีไหม”

เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน เชิญพรแจ้นไปรับเสียเอง ก่อนที่เผชิญจะทันไปถึง จึงได้แต่ยืน คอยฟังน้องสาวพูดสาย

“ของพี่เชิญแน่ะ” ส่งกระบอกให้พลางยิ้ม “น้องเจี๊ยบ”

“ครับ เชิญกำลังพูด” ยายตัวดียังยืนลอยหน้าคอยฟังอยู่ไม่ห่าง “ครับ ครับ ตกลงครับ สวัสดีนะครับ”

“แหมเฮีย ดูกลัวแฟนยิ่งกว่าแม่อีกนะ” เชิญพรรีบแหย่

“เฮ่ย” เขารีบส่งเสียงปราม ตาคอยเหล่มองทีท่าของคุณอาอย่างหวาดๆ

อาทำไม่รู้ไม่ชี้ เผชิญจึงหันมาลากยายหนูไปเทศน์

“โธ่เฮีย อาเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา” เชิญพรพยายามหาช่องรอดให้ได้

เฮียยังไม่หายแกล้งยัวะ จนยายหน้าใสหลุดคำพูดออกมาเอง

“น่าเฮีย จะให้หนูทำยังไงถึงจะยอมล่ะ”

เผชิญอดยิ้มไม่ได้ เขาค้นโต๊ะกุกกักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุดเล่มใหญ่พอควรสองเล่มส่งให้เชิญพร “เอา ไปพิมพ์ให้หน่อย สองเล่มนี่ก็สักแค่หกเรื่องเท่านั้นแหละ ไม่กี่หน้าหรอก”

คนเป็นน้องมองดูสมุดในมือเขา กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ก่อนมองหน้าพี่ชายแหยๆ “เอาจริงเหรอเฮีย ดูท่า น่าจะเหยียบยี่สิบสามสิบหน้าเชียวนา”

เขาทำเฉยเสีย เชิญพรเลยสงบปากและถือสมุดติดมือออกไปจากห้องอย่างจำยอม

พอพิมพ์จบไปสักสองสามเรื่อง ยายหน้าใสก็นำมาให้พี่ตรวจทานดู พร้อมชวนคุยเรื่องที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ ขณะที่พิมพ์เรื่องสั้นให้เผชิญ

“หนูขอปรึกษาอะไรหน่อยนะเฮีย เรื่องเขียนหนังสือนี่แหละ มันสงกะสัยตะหงิดๆอยู่”

“เอาสิ” พยักหน้าเต็มอกเต็มใจ เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของน้องสาว

“เฮียว่ามั้ย มันต้องมีเหตุอะไรสักอย่างน่ะนะ เรื่องที่หนูเขียนถึงไม่เคยได้ลงเลย ทีเฮียล่ะได้ลงแทบทุก เรื่อง” ยายหน้าใสครุ่นคิด “หรือเป็นเพราะเฮียมีแฟน แต่หนูไม่มีก็ไม่รู้สิ”

คนเป็นพี่สะดุ้ง นั่งนึกเป็นนานว่ามันเกี่ยวอะไรกันหว่า แต่จะคิดให้ดีมันก็น่าจะจริงแฮะ ก็เรื่องสั้นที่ทั้งคู่ เขียนนั้น เป็นแนวความรักล้วนๆ เข้าทฤษฎีประสบการณ์สร้างงานเขียนไงเล่า

“ยายหนูเอ๊ย ฉันว่าถึงแกจะมีแฟนเป็นสิบก็เท่านั้นแหละว้า ดูฉันซิ ตอนไม่มีแฟนก็ยังอ่อนไหวโรแมนติก กว่าแกตั้งเยอะ เฮ่อ เรื่องมันถูกกำหนดมาให้เป็นยังงี้แล้วทำใจเสียเถอะ ยายก้อนอิฐ” เผชิญแหย่

หนูหน้าใสไม่ว่าอะไร หล่อนเดินออกไปจากห้องทั้งที่ความคิดยังคงหมกมุ่นในเรื่องที่คุยกับเผชิญ

พิมพ์เรื่องสั้นให้พี่ยังได้ไม่ทันครบทุกเรื่อง เชิญพรก็ต้องไปออกค่ายที่ทางโรงเรียนหล่อนจัดขึ้นมาสำหรับ อบรมเฉพาะเด็กมัธยม 5 และ มัธยม 6 ให้รู้จักรักและดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ค่ายนี้จัดไปที่ต่างจังหวัด เข้าป่า ปีนเขา แล้วก็ไปทะเลกันเป็นเวลาเกือบสิบวัน เมื่อกลับมา ความรู้สึกเหล่านี้ก็จะถูกถ่ายทอดมาสู่รุ่นน้องๆในโรงเรียนและคนรอบข้าง

แต่สำหรับเชิญพรแล้ว ได้อะไรมามากกว่านั้น เพราะหลังจากที่หล่อนกลับมาได้สักสองเดือน ก็เขียนเรื่อง ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อดังพร้อมๆกันสามเรื่อง อีกทั้งข้อเขียนของหล่อนยังดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น จนเฮียประหลาดใจ

“อะไรกันนี่น้องฉัน เขียนดีขึ้นจมเลยนะ” เขาถือนิตยสารกางเข้ามาอย่างตื่นเต้น “แค่ไปค่ายไม่กี่วัน ได้ข้อมูลอะไรดีนักหนาฮึเรา”

“ไม่ใช่ไปได้ข้อมูลดีหรอกเฮีย แต่พอไปเข้าป่าเงียบๆสงบๆสักพัก ก็เลยคิดอะไรขึ้นมาได้ มองเรื่องต่างๆ อย่างผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง เท่านั้นเอง” ตอบยิ้มๆ

“แล้วคิดยังไงถึงจะเลิกเขียนเรื่องความรัก ไหนว่าจะยึดแนวหากินตามฉันไง เปลี่ยนใจแล้วหรือ” เขาถาม ล้อๆ “รู้ตัวล่ะสิ”

“โธ่เฮีย ก็เขียนแล้วมันไม่รุ่งอย่างเฮียนี่” หล่อนยิ้มเก้อๆรับคำโดยดี “แล้วหนูก็ชักรู้สึกว่ามันไม่มีสาระอะไรเลยด้วย เฮียจะหวานแหววก็เชิญเขียนต่อไปคนเดียวแล้วกัน”

เผชิญอมยิ้มเมื่อเดินกลับออกมา เขาดีใจที่น้องสาวค้นพบแนวทางของตนเอง ที่ผ่านมานั้น ยายหนูคอยแต่ เดินตามรอยที่เขานำไว้ อาจจะถือได้ว่าเชิญพรเดินหลงทางมาตลอด เวลานี้ก็เหลือเพียงแต่คอยดูแลและช่วยเป็นกำลังใจให้หล่อนเดินตามทางที่ตัวเองเพิ่งได้ค้นพบให้ตลอดรอดฝั่งเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *