รไมยา

“เรานั่งอยู่ฝั่งตะวันออกของริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางบรรยากาศในยามเย็นที่ดูเหมือนตะวันจะไม่ยอมเลือนหายไปจากขอบฟ้าง่าย ๆ แสงสีส้มแดงที่ทาบทาร่าง เราทั้งสองอ่อนความร้อนแรงลง เรื่อย ๆ แม้ว่าแรก ๆ เราจะรู้สึกแสบตาอยู่บ้าง หากลมเย็นเกื้อหนุนให้เราอดทนนั่งอยู่บนม้านั่งสีขาว ทอดสายตามองสายน้ำพลิ้วด้วยระลอกคลื่นที่ดู งดงามจับตา จับใจ… อะไรอยู่ในสายน้ำ… อะไรอยู่ในสายลม…อะไรอยู่ในฟ้ากว้าง…

ทุกที่ที่เราส่งสายตามองไป คำตอบนั้นลงลึกอยู่ในดวงใจ…ใช่ความสุขไง ยามที่รื่นเริงใจดูเหมือน เราจะปัดละอองความหม่นหมอง และปุกปุยแห่งความทุกข์โศกกระเด็นไปไกล แม้จะรู้ว่าในไม่ช้าสิ่งเหล่านั้นก็จะหลอมรวมแล้วกลับมาสู่ก้นบึ้งในหัวใจได้ใหม่

“อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนฉันต้องยิ้มออกมา แน่ละ คนอย่างเธอปลีกเวลามาหามุมสงบได้ยากเต็มที ชีวิตเธอเต็มไปด้วยงานและงาน แม้ยามนั่งนิ่ง ๆ กับคำพูดที่ไร้เสียงนั้น เธออดไม่ได้ที่จะหยิบเอาสมุดเล่มเล็กในกระเป๋าผ้าเก่า ๆ นั้นออกมาจรดปากกาบรรเลงตัวอักษรที่มาจากอาการเงียบของเธอ
ฉันอดชะเง้อมอง ที่แผ่นกระดาษนั้นไม่ได้ ชั่วพริบตาเดียว อักษรตั้งมากมายหลั่งไหลมาจากคำพูดที่ไร้เสียงของเธอ ฉันยิ้มอีกตามเคย เธอเองก็ชำเลืองมองและอมยิ้มจากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเขียนและเขียน
ดูเอาเถิด แม้จะเขียนอยู่ในท่าที่ไม่ถนัดนัก แต่เส้นอักษรที่เห็น มันอ่อนไหว อย่างมีชั้นเชิง ลายมือเธองดงามเหมือนงานศิลปะที่จับใจฉัน…โอย ตายละ ฉันชื่นชมเธอมากเกินไปรึเปล่านี่ แค่ฉันโทรศัพท์ถามเธอว่าบ่ายนี้ว่างไหม เธอรีบตอบรับทั้งที่ฉันคาดคำตอบล่วงหน้าไว้แล้วว่าเธอจะไม่ยอมทิ้งงานตรงหน้าไปไหนหากมันไม่เสร็จ
แต่คำตอบที่ได้ รับผิดคาด ร่างของเธอจึงมานั่งอยู่ตรงนี้อาบแสงตะวันในยามบ่ายด้วยกัน ทั้งที่ร้อนจะตายหากความอบอุ่นบังเกิดขึ้นในใจเรา แล้วลำแสงนั้นก็มีระยะเวลาของมัน อ้อยอิ่งแล้วอำลา ไปในที่สุด

เป็นเวลาเดียวที่เธอวางปากกา ค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าแล้วหยิบหนังสือพอกเก็ตบุ๊คส่งให้ฉัน ดวงตาเธอจ้องมองฉันเหมือนจะสื่อความว่า อ่านซะ ปากผมยังไม่ว่างจะพูดด้วย
ฉันรับมาอ่าน ดูละเอียดที่หน้าแรก ใช้สายตาชำแรกลงไปในเนื้อกระดาษ มันเป็นการฆ่าเวลาอย่างดีที่สุด แล้วฉันก็จะให้คำติชมในใจว่าคนออกแบบปกทำได้ดี แค่ไหน การวางตัวหนังสือล่ะ ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง…จากนั้นก็พลิกเข้าไปสู่ด้านใน… แปลกใจอยู่บ้างที่เธอหันมาสนใจอ่านหนังสือแบบนี้
“มรณสติกถา”
ฉันรู้ เดี๋ยวฉันก็ได้คำตอบเองแหละ

ฉันยังไม่ทันได้อ่านบรรทัดแรกเลย สิ่งที่ลอยเลื่อนอยู่บนผิวน้ำกลับดึงความสนใจของฉันให้มองตาม มันเป็นเรือลากจูงขนาดใหญ่
ฉันเห็นสองสามชีวิตบนเรือลำนั้นปรากฏอิริยาบถแตกต่างกัน แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจในอากัปกิริยาของพวกเขา หากภาพหนึ่งปรากฏขึ้น ร่างของชายชราที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตา เขาเป็นเจ้าของเรือที่มีชีวิต ผูกพันกับสายน้ำ เรือของเขาแล่นผ่านไปผ่านมาบนสายน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวไปไกล ทุกครั้งที่เขาผ่านเรือนริมน้ำหลังหนึ่ง เขาจะต้องแวะรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบเห็นโลกเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วดวงตาใสแจ๋วของเด็กคนนั้นก็จะเปิดรับทุกสิ่งด้วยความสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ….

ฉันจดจำเรื่องเล่าของแม่ผ่านสายตาเด็กผู้หญิงคนนั้นได้เสมอ ยุคสมัยของแม่ เป็นยุคสมัยที่ผู้คนเปี่ยมล้นน้ำใจ ยุคที่ผู้คนบ่มเพาะศีลธรรมให้งอกงามอยู่ในใจ แม่กับชายชราผู้นั้นไม่รูจักกันมาก่อนเลย หากความเมตตา รู้ถึงความสนุกสนานในวัยเยาว์ เขาพาแม่ไปเที่ยวและส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย และแม่ก็มีความสุขเป็นอย่างมากโดยที่ผู้ใหญ่ในเรือนริมน้ำนั้นไม่มีใครรู้ว่าแม่ไปเที่ยวซุกซนที่ไหนบ้าง

ฉันอดยิ้มไม่ได้ หากเป็นสมัยนี้น่ะหรือ สมัยที่ผู้คนละเลยศีลธรรม ไม่รู้จักความดีงาม ไม่มีเมตตากรุณาต่อกัน บูชาวัตถุและวัดปริมาณความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนเงินและทรัพย์สินที่มี ทุกชีวิตที่ต่างคนต่างอยู่ในสังคม ไม่มีวันเสียละที่จะได้รับความเอื้ออาทรอย่างบริสุทธิ์นั้น การแวะรับใครสักคนไปด้วยก็อาจเปลี่ยนสภาพจากการพา เที่ยวไปเป็นการลักพาตัว ไม่ก็นำไปขายทอดตลาดกาม…สิ้นค้าชั้นหนึ่งที่มีผู้ต้องการมากมายเพื่อนำไปสนองตัณหาตนเอง

ฉันเริ่มจับตามองตัวอักษร นึกถึงคนข้าง ๆ เขาบอกฉันเสมอ อ่านอะไรต้องให้รู้เรื่อง อ่านแล้วต้องบอกเขาได้ เขาเป็นคนอ่านหนังสือช้า อ่านละเอียด อ่านแล้วขบคิดตาม แต่ฉันบอกเขาว่า เขาอ่านแบบหา(เอา)เรื่องมากกว่า ส่วนฉันเป็นคนที่อ่านหนังสือเร็ว ครู่เดียวก็จบเล่มแล้ว รู้ละว่าเนื้อหาในเล่มพูดถึงอะไร มีอะไรน่าสนใจบ้างแต่ ฉันจะจนมุมทุกครั้งหากเขาตั้งคำถามในเรื่องเพื่อให้ฉันตอบ…ฉันต้องยอมแพ้เขาเสมอ บางครั้งจำนนต่อการหาคำตอบและบางครั้งอีกเหมือนกันที่คร้านจะให้คำตอบถูกใจเขา คิดเสียว่าอ่านแล้วก็แล้วกัน แต่เขาไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเก็บรายละเอียดรอบตัวเขาแม้แต่ฉัน กว่าที่เขาจะยอมรับมิตรภาพจากฉันได้ หัวใจเขากลั่นกรองฉันมากมาย มันเริ่มต้นจากข้อความที่ฉันนำเสนอตัวเองในโลกไซเบอร์

เว็บแห่งนั้นเป็นที่สนอกสนใจของหนุ่มสาวโสดมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้าไปเพื่อหวังจะเจอะเจอใคร สักคนที่ถูกใจ ด้วยการเริ่มต้นเป็นเพื่อนก่อน จากนั้นค่อยกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น ไม่นานต่างก็กลายเป็นผู้รู้ใจและเป็นเจ้าของหัวใจกันและกันอย่างแท้จริง แต่บางคนก็โชคร้าย ไม่อาจพบในสิ่งที่ตนต้องการ…

เธอเองก็ก้าวเข้ามาทักทายฉันด้วยเครื่องมือสื่อสารตรงหน้าในโลกที่เงียบเหงาและไร้ฤดูกาลของเธอ ข้อความที่เธอส่งมากรุ่นละมุนไปด้วยอารมณ์ขันอย่างวิเศษ…อา…นี่ฉันพบชายที่อารมณ์ดีเข้าแล้ว ฉันอ่านและอ่านตัวหนังสือที่ลื่นไหลเหล่านั้นอย่างมิรู้เบื่อ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา ใจนึกถึงเจ้าของวลีที่น่ารื่นรมย์เหล่านี้ หน้าตาเขาเป็นเช่นใดหนอ เหมือนแป๊ะยิ้มในขบวนเชิดสิงโตไหม วันเวลาผ่านไปหลายเดือน เธอยังคงอยู่ตรงนั้น ตรงจุดเดิม ไม่เคยก้าวพ้นออกมาจากโลกไซเบอร์เหมือนรายอื่น ๆ ที่เขารู้จักเปลี่ยนรูปแบบมาติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ แล้วไม่นานก็นัดพบกัน แต่เธอไม่เป็นเช่นนั้น เธอไม่เคยขอหมายเลขโทรศัพท์จากฉัน ไม่เคยถามว่าฉันอยู่ ณ จุดใดในเมืองหลวงแห่งนี้ เหมือนเธอไม่อยากรู้อะไรมาก ไปกว่าข้อความที่ฉันแนะนำตัวเอง ไม่มีคำถาม มีแต่เรื่องเล่าจากปากเธอ และเธอเองก็ดูเหมือนมีมนต์วิเศษทำให้ฉันกระหายจะอ่านข้อความในแต่ละวันของเธอ ฉันยอมรับว่า ฉันมีความสุขในโลกเงียบ ๆ ของเธอ แค่รู้ว่าเธอมีตัวตนจริงก็พอ

วันหนึ่งวันนั้น ฉันป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ฉันให้เพื่อนส่งข่าวถึงเธอ ฉันต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากที่พบเธอปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงฉัน…ให้ตายเถอะ ฉันอายเธอจัง ไม่มีโอกาสทำหน้าตาสดใสหรือแต่งตัวสวย ๆ อย่างที่ควรจะเป็นสำหรับการพบหน้ากันเป็นครั้งแรก เธอไม่เหมือนแป๊ะยิ้มสักนิด หน้าตาคมทว่าขรึม ฉันนึกไม่ออกว่าเธอหลุดคำพูดสนุกสนานเฮฮาออกจากปากเธอได้อย่างไรตั้งมากมาย เธอส่งยิ้มให้และมันอยู่ไม่ นาน เรียวปากนั้นปิดสนิท และนั่งลงอย่างเงียบ ๆ ส่งสายตามองจนฉันเก้อเขิน นึกถึงใบหน้าซีดเซียวของตัวเองและชุดของโรงพยาบาลที่สวมอยู่ นี่เป็นการพบที่ฉันคาดไม่ถึงและ ไม่มีโอกาสเตรียมการใด ๆ เลย

เธอนั่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยคำให้กำลังใจพร้อมคำจากลา เธอไปแล้ว…ใจฉันกลับฟูฟ่องด้วยความรู้สึกยินดีที่ได้พบ เธอมีตัวตนแม้จะไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฉันนึก…
จากวันนั้นเธอยังมาเยี่ยมเยียนฉัน ไม่มีข้อความผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกแล้ว มีคำพูดเรียบ ๆ ผ่านโทรศัพท์ หรือแวะมาทักทาย มีรอยยิ้มบาง ๆ ให้เห็น อารมณ์ขันหายไป
“ผมเป็นอย่างนี้ การพูดกับการเขียนไม่เหมือนกัน ผมหลุดจากตรงนั้นมาแล้วและจะไม่กลับไปอีก อยากให้คุณรู้จักผมแบบนี้”
ฉันรู้จักเขาแล้ว…นี่ไง หนุ่มมาดเซอร์ ผมยุ่ง ๆ บางวันหน้าตาดูเหมือนจะยุ่งกว่า เธอชอบนุ่งยีนส์กับเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ไปไหนมีกระเป๋าผ้าเก่า ๆ อยู่ข้างกาย ฉันรู้ว่าภายในมีอาหารสมองของเธอ มันเป็นหนังสือเล่มเล็กที่เธอมักหยิบขึ้นมาอ่านหากไม่มีอะไรจะคุยกับฉัน แล้วเธอก็มีหนังสือดี ๆ น่าอ่านมาฝากฉันด้วยเสมอ เรานั่งเงียบ ๆ แล้วอ่านหนังสือไปด้วยกัน

โลกของเราหมุนไปตามสภาพนั้น มันเป็นสิ่งที่ฉันคุ้นเคย เธอไม่เหมือนใครและพยายามที่จะแตกต่างอย่างชัดเจน ฉันยอมรับได้ เธอเป็นคนดี ไม่เป็นพิษภัยต่อใคร งานที่เธอทำเป็นงานสร้างสรรค์ด้วยความคิดและฝีมือในมุมมองศิลปะของเธอเอง บ่อยครั้งที่คนอื่นไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะลูกค้า เธอหน้าตึง อารมณ์เสียแต่ยอมปรับเปลี่ยนทำตาม ความต้องการของอีกฝ่าย ฉันรู้ว่ามันเป็นการจำนนที่เธอไม่มีความสุขเอาเสียเลย
โลกก็เป็นเช่นนี้ เธอสร้างงาน เขาจ่ายเงินและเงินจำนวนนั้นก็ทำให้เธอยังชีพอยู่ได้ เวลาที่ฉันพูดแสดงความคิดเห็นและอยากจูงใจให้เธอมองโลกตามความเป็นจริง เธอไม่เคยโต้แย้ง ปริปากออกมาสักคำ มีเพียงสีหน้าที่บ่งบอกให้รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร…

“ไม่อ่านหรือ ทำท่าเหม่อลอย” เธอท้วงฉัน
“อ่านสิ แต่อยากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นหนังสือเล่มนี้” ฉันชูหนังสือในมือ จ้องหน้าเธอ
“ความตายเป็นบทสุดท้ายของทุกชีวิตนี่ อ่านไว้ไม่เห็นแปลกอะไร เธอไม่เอียนนิยายรักหวาน ๆ ที่เธอมีอยู่บ้างหรือ”
“ไม่ มันหล่อเลี้ยงหัวใจฉัน ก็เธอไม่มีให้ฉันอย่างคู่รักคนอื่น ๆ นี่” ฉันพูดความจริงออกไป หากใบหน้ายิ้มละไม เธอคบฉันได้นานเพราะตรงนี้ ไม่จู้จี้จุกจิกหรือ ดึงดันจะเอาแต่ใจตนเอง
“อย่าลืมสิ ลืมตาก็มายา ลืมตัวก็มายา มีอะไรจริงบ้าง…”
เธอดึงความคิดที่ลุ่มลึกออกมาให้ฉันฟังอีกแล้ว ฉันหัวเราะ หยิกเข้าที่แขนเธอ
“มายารึเปล่า…เจ็บเป็นมั้ย”
“เป็นสิ” เธอยิ้ม คลำร่องรอยที่ฉันฝากไว้ ฉันอยากให้รอยยิ้มอยู่กับเธอนาน ๆ แล้วความเงียบก็คืนกลับ ต่างฝ่ายต่างใช้ดวงตาสัมผัสตัวอักษรเบื้องหน้า

“อุ๊ย…กระเป๋าฉัน !!”
ฉันส่งเสียงร้อง ผวาลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจและตะลึงงัน นักฉกชิงวิ่งราวคนนั้นวิ่งลับหายเข้าไปในทางเดินแคบ ๆ เพื่อทะลุออกสู่ถนนใหญ่ ฉันหันมามองใบหน้าที่เฉยชาของเธอ
“มีอะไรอยู่ในกระเป๋านั้นบ้าง” เธอเอ่ยถาม สีหน้าฉันตึง โกรธกระมังที่เขาไม่วิ่งไล่ล่านักวิ่งราวคนนั้น ทำไมเธอจึงเฉื่อยเช่นนี้หนอ นี่ถ้าใครฟาดหัวฉันแล้วดึงตัวฉันไปข่มขืน เธอจะมีปฎิกิริยาอย่างไรนี่…
“บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรประชาชน โทรศัพท์แล้วก็เงินไม่มากนัก” น้ำเสียงฉันกระด้างฉับพลัน
“งั้นไปเถอะ ไปแจ้งความแต่ก่อนอื่นเธอควรแจ้งอายัดบัตรเครดิตกับบัตรเอทีเอ็มก่อน”
เธอรุกเร้าให้ฉันบอกหน่วยงานแล้วก็กดเลขหมายโทรศัพท์ให้ ยื่นส่งให้ฉัน ติดต่อเอง จากนั้นเธอก็พาฉันไปแจ้งความยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ เสร็จธุระแล้ว ฉันขอตัวกลับบ้าน
“ไม่ต้องไปส่งหรอก เธอต้องกลับเข้าออฟฟิศไม่ใช่หรือ” ฉันถามและนึกอยากกลับบ้านโดยไม่มีเธอ เธอพยักหน้ารับรู้ความต้องการของฉัน โบกเรียกแท็กซี่ให้ ก่อนจากกันเธอบอกว่า
“ฝากกระเป๋าใบนี้ด้วย ต้องการอะไรก็หยิบใช้ได้เลยนะ หนังสือเล่มนี้เอาไว้อ่าน สมุดบันทึกนี่จะอ่านก็ได้หรือไม่อ่านก็ได้”
ฉันยิ้มอย่างโรยแล้ง ทำไมนะ…ทำไมเธอไม่แสดงบทบาทที่สร้างความประทับใจให้ฉันดูบ้าง แค่วิ่งตามโจรนั่นไปแม้จะไม่ทัน อย่างน้อยเธอก็ยังได้แสดงออกบ้าง…. แต่นี่ไม่มีเลย เธอเป็นคนแบบไหนกันแน่ ฉันเปิดกระเป๋าของเธออย่างขุ่นเคือง ยัดหนังสือใส่ตามไปอย่างกระแทกกระทั้น
“หัวใจเธอทำด้วยอะไรนะ…คนอะไรนิ่งเหมือนมีน้ำเย็นอยู่ในกระแสโลหิต บ้าชะมัด ฉันชอบเธอ ฉันรักเธอได้ยังไง”

มือควานในกระเป๋าพบสมุดที่เธอชอบติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ฉันรู้มันมีความลับในชีวิตเธอ ก็เธอเขียนอะไรไว้มากมาย ฉันพลิกหน้ากระดาษแผ่นแรก เธอเขียนกำกับไว้ว่า
“บทชีวิต”
ฉันนึกสนุก คอยดูนะ พอถึงบ้านฉันจะต่อเติมข้อความต่อว่าเธอสำหรับเหตุการณ์ในวันนี้แล้วจะส่งคืนกลับให้เธออ่าน ให้รู้บ้างว่าฉันรู้สึกอย่างไร…

***************

ทำไมหนอเธอเงียบไป คืนนี้เธอน่าจะโทรศัพท์มาขอโทษฉันหรือปลอบโยนฉันในการที่ฉันสูญเสียทรัพย์สิน ฉันรู้คำพูดที่จะหลุดออกจากปากเธอก็คือ “เสียของ ดีกว่าเสียใจ”

ฉันมองสมุดบันทึกเล่มนั้น ไม่นึกอยากอ่าน ความรู้สึกที่จะต่อว่าเธอจางหายไป ฉันกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทเพื่อนินทาที่เธอไม่ได้ดั่งใจฉัน

****************

โลกของเธอเงียบอย่างเหลือเกิน จริงสินะ โทรศัพท์ของเธออยู่ที่นี่ ข้าวของติดตัวเธออยู่ในกระเป๋าใบนี้ สมุดเล่มน้อยของเธอยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน ฉันจะอ่านละ อ่านและอ่าน แล้วฉันก็อ่านทั้งน้ำตา

“ไม่นะ เธอทิ้งฉันไปไม่ได้ หากเธอทิ้งฉันไป โลกนี้จะมืดมิดสักเพียงไหน”
ร่างฉันผวาไปที่ประตู ม่านน้ำตาพร่างพรู ร้องบอกใคร ๆ ว่า พัฒน์ไปแล้ว เขาคิดฆ่าตัวตาย…วันนั้นไง วันที่เขาเฉยชา เขาคงไปที่ไหนสักแห่ง นี่ก็สามวันมาแล้ว

ใครบางคนกุลีกุจอช่วยโทรศัพท์ไปสอบถามที่ทำงาน บางคนก็สอบถามไปยังสถานีตำรวจและตามโรงพยาบาลต่าง ๆ หูฉันอื้ออึงด้วยคำบอกเล่า
“เขาลาออกจากงานมาได้สามวันแล้ว ไม่มีใครพบเห็นเขา”
“มีอยู่ที่หนึ่ง พบศพนิรนามลอยน้ำมา ไปดูมั้ย”

สายหมอกทะมึนโอบล้อมรอบตัวฉันและดูเหมือนว่าฉันไม่เห็นอะไรเลย ทุกสิ่งมืดไปหมด เราเคยฝันว่าจะสร้างชีวิตร่วมกันมิใช่หรือ เหตุใดจึงมาดับลบความฝันนั้นแล้วทิ้งฉันไว้ตามลำพัง สมุดบันทึกที่เธอมีเต็มไปด้วยคำพูดอันลุ่มลึกที่ยากจะเข้าใจ มันเป็นปรัชญาชีวิตของเธอที่ไม่เคยเห็นว่าชีวิตเป็นสิ่งสวยงาม

บทชีวิตของเธอเริ่มต้นอย่างปวดร้าวภาย ในบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ที่นั่นเธอต้องพึ่งพาเขา เธอเพียรพยายามอย่างหนักเพียงเพื่อจะเป็นนักเรียนทุน มีโอกาสเล่าเรียนถึง มหาวิทยาลัยขณะเดียวกันเธอก็ทำงานไปด้วยตลอดชีวิตในช่วงการศึกษา เธอบอกฉันว่า บทชีวิตของใครอื่นอาจเริ่มต้นด้วยความงดงาม ความสุขและพบความสมหวัง ความสำเร็จในชีวิต ในบั้นปลายก็เพียงเฝ้ารอบทสุดท้ายก่อนจะพราก จากโลกนี้ไป แต่เธอไม่ต้องการรอคอยสิ่งเหล่านั้น เธอไม่ต้องการให้ใคร ๆ วัดความสำเร็จในตัวเธอด้วยชื่อเสียง ผลงาน และปริมาณทรัพย์สินที่เธอมี เธอเรียกมันว่าวงจรชั่วร้าย….

ทำไมเธอผู้ครั้งหนึ่งเคยเปี่ยมด้วยอารมณ์ขันกลับมองโลกแง่ร้ายเช่นนี้หนอ ฉันนิ่ง ใจระทึกเมื่อเจ้าหน้าที่เปิดผ้าคลุมส่วนบนออกเผยให้เห็นใบหน้าเจ้าของร่างที่ไร้ลมหายใจนั้น….ฉันปล่อยโฮ ไม่อายใคร…ร่างของเขาจริง ๆ เขาคงกลับไป ตรงจุดที่เรานัดพบกัน เขาเลือกที่ตรงนั้นแล้วตัดสินใจทิ้งชีวิตทั้งชีวิตลงในสายน้ำเย็นนั่น เขาว่ายน้ำไม่เป็น… มันเป็นภาพที่โหดร้ายสักเพียงใด ฉันไม่อยากนึกถึงเลย…

เธอคิดอะไรอยู่ วัน ๆ เธอคิดถึงอะไร ทุกสิ่งรอบตัวเธอไม่มีความหมายต่อเธอสักนิดเดียวเชียวหรือ
“ผมรักคุณ ดีใจที่พบคุณ และคุณอยู่ในใจผมเสมอมา”
คำพูดของเธอจะเป็นประโยชน์อะไรในเมื่อเธอทิ้งความรักของเธอไป ทิ้งคนที่อยู่ในใจไว้บนโลกอย่างเดียวดาย เธอทิ้งความอ้างว้างไว้ให้ฉัน…

ฉันควรจะโกรธและเกลียดเธอ ทำไมนะ ทำไมไม่บอกเล่าความในใจที่เจ็บปวดของเธอให้ฉันรับรู้บ้าง มันยากเกินกว่าจะเยียวยาเชียวหรือ… ฉันทิ้งหนังสืองานศพของเธอตรงจุดที่เรานั่งอยู่ด้วยกันในวันสุดท้าย คำอาลัยอาวรณ์ในตัวเธอจากผู้คนรอบข้างมีมากมาย
ฉันอยากให้เธอรู้ ที่ผ่านมาโลกนี้ไม่ได้ เปลี่ยวเหงาเลย เธอต่างหากที่พยายามสร้างภาพนั้นขึ้นมาโลกที่สวยงามจึงกลับกลายเป็นโลกยุคมืด… ยุคน้ำแข็งที่เกาะกุมใจเธอ ความทุกข์จึงท่วมทับใจเธอโดยที่ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ฉันโง่เองที่ไม่ช่างสังเกต แค่เห็นรอยยิ้มบาง ๆ กับความขรึมที่เป็นอยู่ ฉันคิดว่าเธอมีความสุข มันเป็นตัวตนเธอที่ฉันไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลงทว่ามันกลับเป็นบาดแผลที่ลึกและกว้างเกินกว่าจะเยียวยา… หลายคนงุนงงกับการจบชีวิตของเธอ
“พัฒน์เป็นคนสุภาพ อ่อนโยน มีน้ำใจต่อทุกคน”
“เขาชอบช่วยเหลือเพื่อน ๆ ”
“ไม่มีหนี้สิน ไม่มีเรื่องบาดหมางทะเลาะกับใคร”
“ไม่มากรัก หลายใจ ผู้หญิงที่ยืนอยู่เคียงข้างมีเพียงคนนี้คนเดียว”

แล้วอะไรเล่าจึงเป็นสาเหตุให้เธอไม่อยากรอบทสุดท้ายของชีวิต บทที่ต้องอาศัยกาลเวลาของแต่ละคน เธอเดินทางลัดทำไม…ฉันรู้ ฉันไม่มีวันได้คำตอบ คนบางคน ก็จากโลกนี้ไปพร้อมกับความลับในใจเขา …

เธอเป็นเช่นนั้น ฉันมองพลิ้วน้ำที่พร่างพราย เปลวแดดระยับ ตรงหน้า ทำให้ฉันนึกถึงถ้อยคำในหนังสือที่เธออ่านแต่เธอไม่คิดเก็บมาเตือนสติตัวเอง
“ชีวิตเหมือนน้ำค้างบนยอด หญ้า เมื่อต้องแสงแดดก็พลันมลายหายวับไป”
ชีวิตคนเราสั้นนัก แต่เธอก็ไม่รอ ไม่ให้โอกาสตัวเอง ฉันอยากเกลียดเธอนักกับการตัดสินใจโง่ ๆ เช่นนี้…หากเธอมีจิตหยั่งรู้อะไรได้ ฉันก็อยากบอกเธอว่าการได้ พบเธอ มีเธออยู่ในหัวใจก็ทำให้ชีวิตฉันมีความหมายมากขึ้น…ไม่ว่าเธอจะไปอยู่ภพภูมิใด ภาพของเธอยังคงแจ่มกระจ่างในใจฉันเสมอ จะไม่มีวันลืมเลือนหรือจางหายไปง่าย ๆ

ฉันมองม้านั่งสีขาวเป็นครั้งสุดท้าย เงาของเธอเคยทาบทับอยู่ตรงนี้ …ฉันไปละและไม่คิดหวนกลับมาที่นี่อีก

ร่างใครสักคนปรากฏอยู่ตรงหน้าฉัน
“ผมรู้ว่าคุณต้องมาที่นี่ ผมเสียใจ”
เพื่อนของพัฒน์ซึ่งฉันรู้จักดีเอ่ยปาก สีหน้านั้นสลดลง ฉันรู้ใจเขาหมองมัวปานกัน ฉันจ้องหน้าเขา
“คุณบอกพัฒน์เกี่ยวกับเรื่องของเรารึเปล่า” ฉันคาดคั้น ไม่อยากรู้สึกว่าการตายของพัฒน์เกี่ยวข้องกับรักบทใหม่ที่แทรกซ้อนในใจฉัน
“ไม่ ไม่ได้บอก เพียงแต่ว่า เขาเห็นรูปคุณในมือผม เขารู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร วันนั้นก่อนที่เขาจะไปพบคุณ เขาบอกผมว่า เรื่องจะทำให้คุณรักได้น่ะไม่ยาก แค่ทำในสิ่งที่แตกต่างจากเขา”

ไม่จริงเลย พัฒน์ เธอพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร…น้ำตาเอ่อล้น ความรู้สึกผิดท่วมทับใจ
“เขาบอกผมว่า เขารักคุณแต่ไม่คิดจะครอบครองคุณไว้ เขาให้ผมสบายใจได้”
ฉันยกมือห้าม ไม่ปรารถนาให้เพื่อนชายคนใหม่กล่าวอะไรอีก เขาดึงมือฉันและรั้งกายเข้าปลอบประโลมใจ
“เชื่อผมสิ เขาไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะเรา เขาเบื่อโลก เขาเบื่อวิถีชีวิต เขาไม่อยากอยู่กับความทุกข์ทรมานใจ เขาเป็นคนคิดมาก คิดละเอียด คิดไม่เหมือนใคร อย่าโทษตัวเอง อย่าโทษเรื่องของเรา ต่อให้เราไม่ได้แอบรักกัน เขาก็ฆ่า ตัวตายอยู่ดี เชื่อผมสิ…”

น้ำตาฉันอาบแก้ม มองดูเปลวแดดระยิบระยับบนสายน้ำอีกครั้ง