วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

“ใครออกแรง มีรางวัล”

 ความพยายามกรีดเลือดเพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระหว่างการถ่ายทอดสดการประชุมสมาชิกรัฐสภาในการอภิปรายทั่วไปเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้กับคนไทยทั้งประเทศและทั่วโลก


แม้ที่ผ่านมารัฐสภาไทยจะมีเหตุชุลมุนแย่งเก้าอี้ประธานสภาฯ เหตุปะทะคารมกันจนอารมณ์ค้างไปวางมวยกันต่อข้างนอกก็มีให้เห็น แต่ถึงขั้นกรีดเลือดเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนี้เพิ่งมีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


“ไม่อยากให้เด็กๆ ต้องเลือดตกยางออก...อย่าให้มีอีก 3 แผล เอาไปเลย พล.อ.ประยุทธ์ท่านจะเป็นทรราช หรือเป็นวีรบุรุษ” เป็นคำพูดประโยคสุดท้ายก่อน “วิสาร” จะถกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นมาปฏิบัติการในสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน


ทว่าปฏิกิริยาของ พล.อ.ประยุทธ์จกลับไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ต่อการประท้วงของ “วิสาร” นอกจากยืนยันที่จะอยู่บริหารประเทศต่อไป โดยให้เหตุผลว่าจะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา ยังสวนกลับอย่างดุเดือด


“น่าตกใจเรื่องที่เกิดขึ้น มีนักข่าวแจ้งกับผมก่อนแล้วว่า มีการเตรียมไว้แล้ว ช็อตเด็ด เพื่อจะแพร่ไปเวทีโลก เลือดตกยางออก”


กระนั้นเพียงไม่กี่วินาทีที่จรดคมมีดลงไปบนท้องแขน “วิสาร”สามารถชิงพื้นที่ข่าวได้อย่างเบ็ดเสร็จ กลบเนื้อหาสาระในที่ประชุมรัฐสภา และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมไปอย่างสิ้นเชิง


แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่ไม่เหมาะสม ส่งเสริมการใช้ความรุนแรงในการต่อรอง อาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ ผิดข้อบังคับการประชุมและผิดกฎหมาย โดยเป็นเสียงของส.ส.พรรคพลังประชารัฐระดับตัวกลั่นทั้ง ปารีณา ไกรคุปต์ และสิระ เจนจาคะ ก็ออกมาประณามการกระทำของ “วิสาร” ขณะที่ฟีดแบ็กในโลกโซเชียลก็มีความเห็นทั้งบวกและลบ


โดย อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เข้าไปดูอาการของ “วิสาร”หลังก่อเหตุ ระบุว่า ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า และบอกว่า วิสารมีอาการเครียดและทำท่าจะกรีดข้อมือตัวเองตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกันกับวันที่ม็อบเคลื่อนขบวนไปสถานทูตเยอรมนี


ขณะที่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเองก็ปรารภกับเพื่อนส.ส.ว่าไม่ทราบล่วงหน้าเช่นกัน โดย “สมพงษ์”กับ “วิสาร”นั้นเกี่ยวดองกันในฐานะที่บุตรชายของ “สมพงษ์” แต่งงานกับบุตรสาวของ “วิสาร”


กระนั้น จะสังเกตได้ว่า ท่าทีของส.ส.พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน เหมือนถูก “กระตุ้น”ให้เดือดดาลอย่างมีนัยยะสำคัญ


สังเกตได้ ดีกรีการอภิปรายที่บรรยากาศร้อนแรงแทบจะกลายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่เรียกร้องให้ “บิ๊กตู่”รับผิดชอบปัญหาความขัดแย้งแตกแยกและมีการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยการยุติบทบาท ทางการเมือง หากยังดื้อ ถือทิฐิ อยู่ในตำแหน่งต่อไป วิกฤตการเมืองจะกลายเป็นหายนะของชาติ หรือนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ที่ระบุว่าการปฏิรูปสถาบันอาจเอาเหลือบ ริ้น ยุง ที่แอบอิงเกาะกินสถาบันออกมาให้หมด สถาบันจะมีความสง่างาม


ท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ยกระดับเล่นใหญ่ไฟกระพริบเช่นนี้ สร้างความฉงนให้กับบรรดาเซียนการเมืองทั้งหลาย ด้วยก่อนหน้านี้ภาพกราบของ “คุณหญิงอ้อ”พจมาน ดามาพงศ์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าพรรคเพื่อไทย “ตีหมอบ” ทางการเมือง ส่งผลให้แนวร่วมกลุ่มผู้ชุมนุมหดหาย


แต่หากพิเคราะห์อย่างสังเคราะห์ ปฏิบัติการเชือดแขนของ “วิสาร” ผนวกกับสัญญาณทางการเมืองก่อนหน้านี้จาก “คนแดนไกล” มีความเกี่ยวโยงกันหลายประการ


ไม่ว่าจะเป็นภาพชุดดินเนอร์ร่วมโต๊ะของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตรอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จากดูไบ ประกอบไปด้วย ทักษิณ ชินวัตร ,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสมชาย วงศ์สวัสดิ์


และตามมาด้วยการข่าวลึก จากหน่วยความมั่นคง ระบุว่า ม็อบ26ตุลา ที่ยกขบวนไปยื่นข้อเรียกร้องต่อสถานทูตเยอรมัน อันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันเป็นหลักนั้น ในจังหวะกลุ่มผู้ชุมนุมเลื่อนเวลาออกไป 1 ชั่วโมงนั้น มีการประสานงานกับม็อบจัดตั้งและการ์ดของกลุ่มคนเสื้อแดงมาสมทบ เมื่อเดินขบวนมาถึงสวนลุมพินี มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาร่วมเป็นจำนวนมากแล้ว จากนั้นการ์ดเสื้อแดงจึงเข้าสวนลุมพินีเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้านไป


ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า “คนแดนไกล” เป็นผู้เขียนบทและกำกับม็อบไร้หัว หน้าสถานทูตเยอรมนี ผ่านน.พ.ทศพร เสรีรักษ์ ที่ลงไปประกบม็อบนักศึกษา ตั้งแต่หลังแกนนำถูกจับกุมตัวไป


“รัฐบาลต้องตระหนักว่าการที่มีประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งออกมาแสดงพลังอาจเสี่ยงต่อการเกิดการปะทะ ที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมืองแล้วจะบรรลุสิ่งที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะจากฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือดูไบ ต้องการ อยากฝากให้รัฐบาลระวัง” บางช่วงบางตอน ที่นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในสภาฯ


อีกด้านหนึ่ง ส.ส.สิระแห่งพรรคพลังประชารัฐ ก็ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า คนอยู่เบื้องหลัง ก็รู้กันอยู่ว่ามี “คนตาเหล่สองคนหน้าเหลี่ยมหนึ่ง” ใช้ผู้ชุมนุมเป็นเครื่องมือ ดูจากการไลฟ์สดมายังผู้ชุมนุม และมีการโพสต์ยั่วยุปลุกปั่น แต่ไม่ออกมาร่วมชุมนุมหรือเป็นแกนนำเอง แต่หลอกใช้เด็กและหลอกใช้ประชาชน


กระนั้น หากจับสัญญาณเสื้อแดงจำแลงกายเป็นม็อบ 3 นิ้ว ประกอบกับปฏิกิริยา “ดับเครื่องชน” ของส.ส.พรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภาแล้ว ก็จะมองเห็นว่าใครอยู่เบื้องหลังได้ไม่ยาก


สอดรับกับการข่าวลอยมาตามสายลม เรื่องประกาศิตจากดูไบส่งสัญญาณรบเต็มรูปแบบ


“ใครออกแรงมีรางวัล ใครที่ไม่ได้ออกแรง อย่าหวังจะมาขึ้นรางวัล”!!


ถอดรหัสนัย “รางวัล” ที่ว่านั้นคืออะไร ว่ากันว่าหมายถึง “เก้าอี้รัฐมนตรี” โดยมองข้ามช็อตไปแล้วว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยพล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง พรรคเพื่อไทยจะชิงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยวางตัวผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรอบนี้จะใช้บริการมือกฎหมาย อย่าง ชัยเกษม นิติสิริ ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ ด้านการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมและอำนาจรัฐ ของพรรคเพื่อไทย


นี่จึงอาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดลูกหาบพรรคเพื่อไทย จึงต้องโหม “เกมแรง”ขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อช่วงชิงมวลชน ฐานเสียงจากเยาวชนคนรุ่นใหม่เพียงเท่านั้น หากแต่ซับซ้อนและแยบยลกว่า ที่พรรคก้าวไกลจะหยั่งถึงนัก


เมื่อหันมาดูฝั่งของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกบีบด้วยเกมแรงทั้งในและนอกสภาฯ วันนี้ทางออกเหลือไม่มากนัก นอกจากการเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องยืนกรานห้ามแตะต้องหมวด 1 ,2 และองค์กรอิสระ แต่จะประคับประคองไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ยังต้องลุ้นกันทุกวินาที เพราะหลังจากนี้ เกมจะโหดขึ้นเรื่อยๆ


อันเป็นผลพวงหลัง “กรีดเลือดโมเดลเอฟเฟกต์” ที่เซอร์ไพรส์อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


เครดิต https://siamrath.co.th/n/193586


วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ฝรั่งเศสเตือนพลเมืองระวังความปลอดภัย เนื่องจากโลกมุสลิมแค้นการ์ตูนล้อศาสดา

 (27 ต.ค.63) ทางการฝรั่งเศสมีคำเตือนพลเมืองของตนที่พักอาศัยหรือเดินทางในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถืออิสลาม ขอให้เพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัยเป็นพิเศษ เนื่องจากชาวมุสลิมกำลังโกรธแค้นกรณีการ์ตูนล้อศาสดามุฮัมมัดที่เป็นเหตุให้ครูโดนฆ่าตัดคอ


ซามูแอล ปาตี ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาชาวฝรั่งเศส โดนวัยรุ่นชาวเชเชนฆ่าตัดศีรษะเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากเขานำภาพการ์ตูนล้อศาสดามุฮัมมัดมาให้นักเรียนดูในชั้นเรียนเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ชาวมุสลิมถือว่าภาพล้อเลียนศาสดาเป็นการหมิ่นศาสนา ภาพการ์ตูนที่ครูผู้นี้นำมาแสดงเป็นส่วนหนึ่งของชนวนเหตุคดีสังหารหมู่ 12 ศพที่สำนักงานนิตยสารชาร์ลีเอ็บโดในกรุงปารีสเมื่อปี 2558


ภายหลังการสังหารโหดครูปาตี ภาพการ์ตูนเหล่านี้ถูกจัดแสดงในฝรั่งเศสด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้ชาวมุสลิมโกรธ นอกจากนั้น ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ปกป้องว่าการวาดการ์ตูนล้อเลียนทางศาสนาเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเป็นวิถีชีวิตของฆราวาสฝรั่งเศส รัฐบาลจะไม่สั่งห้ามวาดการ์ตูนชนิดนี้ โดยระบุว่าเป็นสิทธิ์ของชาวฝรั่งเศสที่จะล้อเลียนศาสนาได้


คำกล่าวของมาครงยิ่งสุมไฟโกรธแค้นแก่ชาวมุสลิมทั่วโลก ในซีเรียมีคนนำภาพของผู้นำฝรั่งเศสมาเผา, มีการเผาธงชาติฝรั่งเศสในกรุงตริโปลีของลิเบีย, ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในกาตาร์, คูเวตและชาติอาหรับอีกหลายชาตินำสินค้าฝรั่งเศสออกจากชั้นวางเพื่อประท้วงมาครง


เมื่อวันอังคาร ชาวบังกลาเทศออกมาชุมนุมต่อต้านฝรั่งเศสครั้งใหญ่ในกรุงธากา ตำรวจประเมินว่ามีผู้ชุมนุมราว 40,000 คน ผู้ชุมนุมถือป้ายเรียกร้องให้คว่ำบาตรฝรั่งเศสและเผาภาพของมาครง


ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสออกคำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่พลเมืองฝรั่งเศสในอินโดนีเซีย, บังกลาเทศ, อิรัก และมอริเตเนีย ขอให้เพิ่มความระมัดระวังตัว และควรหลีกเลี่ยงสถานที่ชุมนุมประท้วงการ์ตูนล้อศาสดาและการรวมตัวของคนหมู่มาก นอกจากนี้สถานทูตฝรั่งเศสประจำตุรกีก็มีคำเตือนคล้ายกัน


ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี เป็นหนึ่งในผู้ที่วิจารณ์รัฐบาลฝรั่งเศสรุนแรงที่สุด กำลังนำการรณรงค์บอยคอตสินค้าฝรั่งเศส เขายังเปรียบเทียบชาวมุสลิมในยุโรปว่าได้รับปฏิบัติไม่ต่างจากชาวยิวก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และประณามมาครงว่ามีแนวคิดฟาสซิสต์และนาซี พร้อมกับแนะให้ผู้นำฝรั่งเศสรายนี้ไปตรวจว่าเป็นโรคทางจิตหรือไม่


กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเรียกอุปทูตฝรั่งเศสในกรุงเตหะรานเข้าพบเมื่อวันอังคาร เพื่อประท้วงคำพูดของมาครง ในขณะที่กระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียโพสต์ทางทวิตเตอร์ประณามว่า การ์ตูนล้อศาสดามุฮัมมัดเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ไม่ได้เข้าร่วมการรณรงค์บอยคอตด้วย.


เครดิต https://www.thaipost.net/main/detail/82003


วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ก้าวไกลฉะเดือด'ประยุทธ์'! หยุดเอาสถาบันกษัตริย์มารักษาอำนาจตัวเอง

 26 ต.ค. 63 - ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.45 น.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายระหว่างการประชุมรัฐสภาร่วมกันสมัยวิสามัญว่า เนื้อหาของญัตติเป็นข้อบิดเบือน กลบเกลื่อนและให้ร้าย โดนโยนความผิดต่อผู้ชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเอง การชุมนุมไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคจากที่ผ่านมาไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อหลังการชุมนุม และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ นานาประเทศต้องเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งในสังคมสงบลง ไม่ใช่ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ความเชื่อมั่นก็จะลดลง ขณะที่การชุมนุมที่ทำเนียบก็มีการประกาศชัดเจนว่าจะยุติการชุมนุมเมื่อไร 


และที่มีการกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมขวางขบวนเสด็จ ทั้งที่รัฐบาลเป็นผู้ถวายการอารักขาความเรียบร้อยในการเสด็จ และผู้ชุมนุมก็หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้สำนึกถึงความผิดพลาดของตนเอง แต่ไปใส่ร้ายผู้ชุมนุมนำไปสู่คดีความที่มีโทษถึงประหารชีวิต เติมเชื้อไฟในสังคม การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน เช่น การฉีดน้ำที่มีสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม ก็เป็นการทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่ามีการดำเนินการบางเรื่องที่ผู้ชุมนุมขอมาแล้ว แต่อยากให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าทำเรื่องไหนแล้วบ้างและความคืบหน้าถึงไหน ไม่ใช่การฟอกขาวตัวเองและปกปิดความผิดในการแก้ปัญหาประเทศ 


นายกรัฐมนตรีต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมใหม่ ไม่ใช่ว่าเยาวชนจะมีใครมาชี้นำได้พวกเขาฉลาดเกินกว่าใครจะชี้นำ ไม่อย่างนั้นค่านิยม 12 ประการที่รัฐบาลยัดใส่ก็คงจะอยู่ตรงนั้น ส่วนมาตรา 9 ใน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อ้างกระทบความมั่นคงของรัฐ ซึ่งต้องไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล จะเอามาป้องกันความอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้ องค์การสหประชาชาติก็แสดงท่าทีว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีอยู่ นายกรัฐมนตรีต้องหยุดคุกคามประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ผ่านมาเคยมีการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ทำลายทรัพย์สินราชการจนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สำหรับการชุมนุมนี้ไม่มีถึงขั้นนั้น แล้วจะประกาศให้ถอยคนละก้าว แต่ท่านก้าวเกินมาหลายก้าว ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่เท่ากับเพิกถอน 


นายกรัฐมนตรีต้องยกเลิกการดำเนิคดีกับผู้ที่ชุมนุมโดยสงบ นายกรัฐมนตรีเป็นคนเสพติดอำนาจ สมัยนี้ไม่มีเครื่องมือเหมือนหลังรัฐประหาร พอเกิดโรคระบาดจึงต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่คือพฤติกรรมของผู้นำประเทศที่ลุแก่อำนาจและเสพติดอำนาจโดยแท้ อำนาจตุลาการก็บิดเบี้ยว ตอบสนองความอยุติธรรมในสังคม คำถามของนายกรัฐมนตรีว่าผมผิดอะไร ความแยกแตก ความอดอยากของประชาชนคือคำตอบที่ชัดเจน ความผิดที่ร้ายแรงคือไม่รู้ตัวว่าทำผิด ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงและจะแก้ไขความผิดพลาด ทำเสียสมดุลการรักษาสุขภาพกับเศรษฐกิจ ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระจนเสียสมดุล 


"ถึงเวลาที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องทบทวนการร่วมรัฐบาล รัฐบาลจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีพรรคร่วม นายกรัฐมนตรีต้องหยุดเอาความจงรักภักดีมากอดตัวเอง หยุดผูกมัดเอาสถาบันไว้กับปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและปกปิดความล้มเหลวหยุดสะกดจิตตัวเองว่าไม่ผิดและยอมลาออก เปิดทางให้คนที่เห็นคนเท่าเทียมกันเข้ามาทำงานเพื่อหาทางออกและฉันทามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้กับประชาชน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุ.


https://www.thaipost.net/main/detail/81810


จับตาศาลแพ่งอ่านคำพิพากษา ครอบครัวชัยภูมิ ป่าแส ร้องค่าเสียหายกองทัพบก

25 ต.ค.63- เป็นเวลากว่า 3 ปี 7 เดือนแล้วที่ นายชัยภูมิ ป่าแส ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่วิสามัญฆาตกรรม  ซึ่งภายหลังเกิดเหตุขึ้นครอบครัวของนายชัยภูมิ ได้เดินหน้าทวงถามความยุติธรรม ทั้งการทวงถามเรื่องกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมากระบวนการของศาลในการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. เวลา 09.00  น. ศาลแพ่ง จะอ่านคำพิพากษาต่อคดีดังกล่าว 


ขณะเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกถึงเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย โดยระบุว่า ในฐานะเราเป็นผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ที่ดินและสิ่งแวดล้อม เรารู้สึกยอมไม่ได้และมิไว้ใจรัฐบาลที่กำลังใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมโดยสันติของเด็กเยาวชนและประชาชน หากรัฐบาลทำเพื่อประชาชนตามที่พร่ำบอก รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน หยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการสลายการชุมนุม ยุติการจับกุมและข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ โดยเปลี่ยนมาเคารพและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข  ประยุทธ์ จันทร์โอชาและองคาพยพต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกอย่างสันติ ต้องมีการยุบสภา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และหนึ่งความฝันที่ควรทำเป็นความจริงคือการปฏิรูปให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสง่างาม




 พวกเราเด็กผู้หญิงและผู้หญิงในสังคมไทยทุกรุ่นในปัจจุบัน  น่าภาคภูมิใจที่รวมกันต่อสู้ ไม่มีการแบ่งแยก  ไม่ว่าเราจะเป็นใคร  เกิดที่ไหน  เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติ  หรือจะเป็นกลุ่มไหนๆก็ตาม  เรารวมตัวกันต่อสู้  เราต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเรา เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชน  และเราก็ต่อสู้เพื่อแม่น้ำ  ภูเขา  ทะเล  ที่ดินทำกิน  สิ่งแวดล้อม และต่อสู้ร่วมกับม็อบเพื่อปลดแอกประเทศไทย  ถึงแม้เวลาของผู้หญิงจะมีไม่มากแค่ที่เราผ่านมาแล้วชูสามนิ้วก่อนไปก็ถือว่าได้ร่วมต่อสู้แล้ว  แม้ผู้หญิงบางคนมาร่วมไม่ได้เพราะไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง หรือเป็นผู้หญิงพิการ   มีลูกเล็กหรืออยู่ในคุกก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต่อสู้เพราะเรารู้ว่าในใจทุกคนร่วมต่อสู้อยู่


สถานการณ์ของเพื่อนเราที่ต่อสู้ ต้องเสี่ยงกับชีวิต  การถูกคุกคาม  การข่มขู่หรือถูกจับ เราขอส่งความรักความห่วงใยให้น้อง ๆหลานๆ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ๆที่ถูกคุกคามทำร้ายจากผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงแม้กระทั่งในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปลอดภัย เราส่งความรักความห่วงใยให้ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพโดยกรงขังและแม่ๆของพวกเธอ แม้ประชาชนและผู้หญิงทุกคนจะถูกทำร้ายและคุกคามเพียงใด แต่ไม่ใครยอมแพ้  ไม่มีใครถอย  และผู้หญิงด้วยกันก็เข้ามาช่วยหรือเป็นแรงหนุน  ช่วยส่งกำลังใจ  เราเห็นได้ชัดเจนว่าในวันนี้ไม่มีใครสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวอีกต่อไป  


ภาพของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในไทยจากมุมมองของคนทั่วโลก  เขาประทับใจและได้รับแรงบันดาลใจ  เขาเห็นถึงความสามารถ  เห็นถึงความเข้มแข็งเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ เด็กผู้หญิงมัธยม  จนถึงผู้หญิงสูงอายุ  ก็ถูกมองเห็นถึงบทบาทที่อยู่ข้างหน้าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อความยุติธรรมทางสังคมและในขณะที่ต้องทำงานเป็นผู้ดูแลในทุกสถานการณ์  เราขอปรบมือเสียงดังๆให้กับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย ทั้งนี้เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขอยืนหยัดและปกป้องเด็กนักเรียน ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ ผู้หญิงกลุ่มต่างๆและประชาชนผู้ประท้วงอย่างสันติทุกคน.


https://www.thaipost.net/main/detail/81737


 

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คุมตัว #คณะราษฎรภาคอีสาน 21 ราย พาตัวไป ตชด.ภาค 1 ยังไม่ให้ทนายความเข้าพบ

 13 ต.ค. 63 หลังช่วงเช้าวันนี้ กลุ่มดาวดินและคณะราษฎรภาคอีสาน ที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด ได้เริ่มเริ่มตั้งเต้นท์เพื่อปักหลักรอการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 14 ต.ค. อยู่บริเวณทางเท้าหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยได้มีการนำรถเครื่องเสียงมาเตรียมปราศรัยดำเนินกิจกรรมการชุมนุม


ตั้งแต่ในช่วงเช้าจนถึงบ่ายได้มีรายงานเจ้าหน้าที่พยายามเขากดดันให้ยุติการชุมนุมและการตั้งเต้นท์อยู่บริเวณนี้ โดยระบุเรื่องการไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ กีดขวางการจราจร และการมีขบวนเสด็จในช่วงเย็นนี้ แต่ผู้ชุมนุมยืนยันปักหลักบริเวณดังกล่าวต่อไป ก่อนที่จะมีเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนเข้ามาบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


จนในเวลาประมาณ 15.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าล้อมพื้นที่ชุมนุม และพยายามจะเข้า “ขอคืนพื้นที่” ก่อนเริ่มทยอยมีการควบคุมตัวผู้ชุมนุมและแกนนำไปทีละคน โดยมีทั้งการอุ้มและลากตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังของทางตำรวจ แกนนำสำคัญที่ถูกควบคุมตัว ได้แก่ นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ (แอมมี่ นักร้องวง the bottom blues) และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ปีนขึ้นไปอุ้มตัวลงมาจากรถปราศรัย


ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ควบคุมตัวนายศรัญย์ แสนนา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต โดยไม่ได้มีการใช้กำลังในการควบคุมตัว แต่กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ติดตั้งเต็นท์กีดขวางการจราจร และได้พาตัวไปยังสน.ชนะสงคราม โดยมีทนายความเดินทางติดตามไป


ศรัญย์ระบุว่าตนมาเข้าร่วมปักหลักชุมนุม และได้ช่วยดำเนินการติดตั้งเต้นท์ให้ผู้ชุมนุม แต่ไม่ได้เป็นผู้ประสานงานหรือจัดหาเต้นท์มา


พนักงานสอบสวนสน.ชนะสงคราม ได้แจ้งข้อกล่าวหาศรัญย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 “ใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใด ให้ผู้อื่นกระทำความผิด” โดยกล่าวหาว่าเขาได้ใช้ให้ผู้ขับรถกระบะคันหนึ่งมาจอดกีดขวางการจราจร และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสน.ชนะสงครามได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้ขับรถดังกล่าวเป็นเงิน 200 บาท


ตำรวจได้แจ้งพฤติการณ์กระทำความผิดกับศรัญย์ในที่เกิดเหตุ และนำตัวมายังสน.ชนะสงคราม ก่อนที่นายศรัญย์จะได้ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปรียบเทียบปรับ เป็นเงิน 200 บาท ทำให้คดีเสร็จสิ้นลง


เวลา 17.20 น. ในส่วนของผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่นๆ ที่เป็นแกนนำและผู้ชุมนุม ต่อมาจึงทราบว่ามีถูกควบคุมตัวอีกทั้งหมด 21 ราย โดยมี 19 ราย ถูกนำตัวไปโดยรถควบคุมผู้ต้องขัง เดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจชายแดนภาค 1 บริเวณคลองห้า จังหวัดปทุมธานี ขณะที่มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น อีก 2 ราย ถูกคุมตัวแยกไป ก่อนพบว่าถูกนำตัวไปที่ บก.ตชด.ภาค 1 เช่นเดียวกัน


เวลา 17.45 น. ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เดินทางติดตามไปถึง บก.ตชด.ภาค 1 เนื่องจากได้รับการติดต่อจากผู้ถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่บริเวณประตูได้ขอจดชื่อทนายไปสอบถามผู้บังคับบัญชา ก่อนกลับมาแจ้งว่ายังไม่อนุญาตให้เข้า


แม้ทนายความจะยืนยันถึงสิทธิของผู้ที่ถูกจับกุมในการพบทนายความ แต่เจ้าหน้าที่อ้างว่า ตชด. เพียงดูแลพื้นที่ ยังไม่ทราบว่ามีใครถูกควบคุมตัวมาบ้าง ต้องรอพนักงานสอบสวนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลมาก่อน จนถึงเวลา 18.45 น. ทนายก็ยังไม่สามารถเข้าไปพบผู้ถูกจับกุมตัวได้


ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 ระบุว่าในการจับกุมนั้น เจ้าพนักงานต้องนำตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ ฉะนั้นการที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ชุมนุมจำนวน 21 รายมาที่กองบังคับการตำรวจชายแดนภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย


อีกทั้งในวรรคสองของมาตรา 83 ยังยืนยันถึงสิทธิของผู้ถูกจับกุมที่จะพบและปรึกษาทนายความอีกด้วย


ขณะเดียวกัน เวลาประมาณ 17.40 น. กลุ่มนักกิจกรรมที่ยังเหลืออยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้เดินทางไปสมทบกับการชุมนุมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวด้วย


https://tlhr2014.com/?p=22339


ศาลอาญาฯ ไม่ให้ “ตัน” สุรนาถ ประกันตัว คดี #ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี อ้างเป็นข้อหาร้ายแรง เกรงจะหลบหนี

 22 ตุลาคม 2563 – ภายหลังจากการจับกุม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักกิจกรรมด้านการพัฒนาสังคมและเยาวชน ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับออกโดยศาลอาญาฯ เมื่อวานนี้ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 “ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี” ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวต่อไปยัง สน. ดุสิต เพื่อทำบันทึกจับกุม และถูกควบคุมตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 “มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ”, มาตรา 385 “กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร”, และกีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ


ในวันนี้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวสุรนาถมาที่ศาลอาญาฯ เพื่อทำเรื่องขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ราวสี่โมงเย็น นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาในคดีได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 7 วัน ทางด้านทนายความผู้ต้องหาได้ยื่นประกันโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. และเงินสดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมวงเงิน 1,335,600 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว อ้างว่า พฤติการณ์และข้อกล่าวหาตามคำร้องฝากขังเป็นเรื่องร้ายแรง หากมีการหลบหนีจะมีความเสียหายมาก  หากข้อกล่าวหาเป็นจริงย่อมมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้าย อีกทั้งผู้ต้องหาเพิ่งจะถูกจับกุม สมควรให้เจ้าพนักงานได้รวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนซักระยะหนึ่งก่อน ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง


สำหรับคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังผู้ต้องหา ในส่วนแรกได้เท้าความถึงการเข้าจับกุมนายสุรนาถที่บ้านพักตามหมายจับ และนำตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน. ดุสิต อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ของคำร้องไม่ได้มีกล่าวถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่นำตัวสุรนาถไปกักตัวไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 แต่อย่างใด


ในส่วนต่อมาได้กล่าวถึงพฤติการณ์ในการกล่าวหาว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหาในคดี ทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ นัดหมายและชักชวนกันตามสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อมาชุมนุมกันในระหว่างวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดําเนิน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 17.20 น. ผู้กล่าวหาได้เดินทางไปที่บริเวณสนามม้านางเลิ้งและได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่ม #คณะราษฎร์2563 อยู่เต็มพื้นที่ ทําให้ไม่สามารถขับรถจักยานยนต์เข้าไปบริเวณสะพานมัฆวาน ผู้กล่าวหาจึงได้จอดรถไว้ที่ถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง จากนั้นได้เดินเท้าจากบริเวณดังกล่าวเพื่อตามหาภรรยาซึ่งไปเฝ้ารับเสด็จ เมื่อไปถึงบริเวณจุดที่เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ฝั่งทําเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก ขณะนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมีนายเอกชัย หงส์กังวาน และประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จยืนปะปนกันอยู่บริเวณจุดสกัดกั้น


เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการจัดระเบียบผู้คนที่ยืนอยู่เพื่อจะดําเนินการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีขบวนเสด็จของพระราชินีและเจ้าฟ้าทีปังกรฯ อยู่ในเส้นทางการเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านบริเวณถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง เมื่อขบวนเสด็จมาถึง บริเวณที่นายเอกชัย หงส์กังวาน กับกลุ่มชุมนุมยืนอยู่ นายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหา สังเกตเห็น นายเอกชัย หงส์กังวาน และพวกได้มีการตะโกนโห่ร้อง โดย นายเอกชัยฯ ได้พูดให้กลุ่มผู้ชุมนุมชูสามนิ้วขึ้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีและพรรคพวกของนายเอกชัยฯ ก็ได้ชูสามนิ้วขึ้นตามที่นายเอกชัยฯ ตะโกนบอกและ นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุมยังได้พยายามผลักดันเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ยืนคล้องแขนกันเป็นแนวกั้นมวลชน จํานวน 2 แถว เพื่อถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อจะเข้าไปให้ใกล้รถยนต์พระที่นั่งที่เสด็จผ่านมา ขบวนเสด็จจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ซึ่งคนที่เดินตามรถยนต์พระที่นั่งสามารถเดินตามได้ทัน


นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีนี้และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เดินติดตามรถยนต์พระที่นั่งไปจนถึงบริเวณแยกนางเลิ้ง ขบวนเสด็จจึงได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่และประชาชนที่มาคอยรับเสด็จปะปนกันอยู่ จากนั้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้ ได้มีพฤติการณ์สั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินลงมาบนถนนเพื่อขัดขวางรถยนต์พระที่นั่งบริเวณด้านหน้ารวมถึงบริเวณโดยรอบของรถยนต์พระที่นั่งเพื่อปิดกั้นขบวนเสด็จ ทําให้รถยนต์พระที่นั่งต้องหยุดเคลื่อนตัว จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นผู้ใดได้มีการตะโกนด้วยถ้อยคําไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้มีการชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมกันด้วย ทําให้ผู้กล่าวหาเข้าใจได้ว่าบุคคลดังกล่าวคือกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนวิ่งกรูกันเข้ามากั้นแนวเพื่อกันผู้ชุมนุมให้ออกห่างจากรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อให้รถยนต์พระที่นั่งสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนมากั้นแนวนั้นได้มีการร้องขอให้ประชาชนผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จช่วยกันกั้นแนวไว้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตํารวจมีจํานวนน้อย ผู้กล่าวหาและคนรู้จักของผู้กล่าวหาจึงได้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนวด้วย จนกระทั่งขบวนเสด็จเคลื่อนออกพ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้ว


จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 40 – 50 คน ได้หันเข้ามาทําร้ายประชาชนที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนว ไล่ทําร้ายไปเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร บริเวณฝั่งมุ่งหน้าแยกยมราช จนผู้ที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจต้องวิ่งหลบหนีเข้าไปในสนามม้านางเลิ้ง (เก่า) จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายถอยกลับเข้าไปในจุดที่ชุมนุมเดิม ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทําของ นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้กับพวก ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลดุสิตเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้เนินคดีตามกฎหมาย


ในส่วนต่อมา หนักงานสอบสวนได้ชี้แจงสาเหตุที่ต้องฝากขังนั่นก็เพราะ ใกล้ครบกำหนดควบคุมตัวผู้ต้องหา 48 ชั่วโมง แต่ทางพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก อีกทั้งยังต้องตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษ จึงขอศาลให้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2563 พนักงานสอบสวนยังได้แจ้งว่าจะขอคัดค้านการยื่นประกันตัวของผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี


ทั้งนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน สุรนาถได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าวันดังกล่าวไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่เผด็จการ และไม่ทราบมาก่อนว่ามีจะมีขบวนเสด็จผ่านถนนพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นฝ่ายที่ปิดกั้นถนนโดยรถตู้ และตั้งแถวคล้องแขนเดินหน้าหาผู้ชุมนุม จนผู้ชุมนุมเข้าใจว่าจะปิดกั้นผู้ชุมนุมหรือมีการสลายการชุมนุมและพยายามป้องกันให้ไม่มีการปะทะกัน


หลังจากนี้ สุรนาถจะถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งระหว่างนี้ญาติและทนายความสามารถยื่นประกันตัวได้อีก


https://tlhr2014.com/?p=22323


"เปรี้ยว" แอดมินเพจ"คำคมกับคนชอบกิน"ประกาศขายเพจหาเงินรักษาแม่ป่วย โดนนายหน้าแสบอมเงิน โร่แจ้ง ปอท.

 เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ต.ค.63 ที่ บก.ปอท. นางแสงจันทร์ จำปาอ่อน หรือ เปรี้ยว อายุ 45 ปี เจ้าของและแอดมินเพจ "คำคมกับคนชอบกิน" ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนกว่า 2.5 แสนคน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สิปานันท์ โฉมวันดี รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. แจ้งว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากนายดิษฐพงษ์

(สงวนนามสกุล) เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Dissapong Bantaisong ที่ติดต่อเสนอตัวเป็นนายหน้าคนกลางในการซื้อขายเพจกลุ่มต่างๆ ในเฟซบุ๊กของตน ประกอบด้วย


"ม่ายวัยทอง วี 1"สมาชิก 3.3 แสนคน "ม่ายวัยทอง วี 3"สมาชิก 1.3 แสนคน "โลกีย์ขยี้ใจ วี 17" "แม่ม่ายในไฟโลกีย์ วี 16" "เพจดงแม่ม่าย" และ "เพจคำคมกับคนชอบกิน" ตนจึงตอบตกลงไป


ต่อมาวันที่ 18 ต.ค. นายดิษฐพงษ์ ได้โอนเงินค่ามัดจำมาให้จำนวน 10,000 บาท พร้อมกับแจ้งว่าได้มีคนตกลงซื้อกลุ่มไปหนึ่งกลุ่มจำนวน 70,000 บาท ยังคงเหลือเงินที่ต้องโอนให้ตนอีก 60,000 บาท


พร้อมกับขอให้ตนตั้งนายดิษฐพงษ์เป็นแอดมินร่วมเพจเพื่อจะได้เข้ามาดูรายละเอียดเชิงลึกของเพจ ด้วยความเชื่อใจจึงทำตามหลังจากเข้ามาแล้วก็ดีดตนออกจากการเป็นผู้ดูแล พร้อมกับบล็อคช่องทางติดต่อสื่อสารทั้งหมด จึงไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือ บก.ปอท.ในวันนี้


นางแสงจันทร์ กล่าวต่อ หลังจากนั้นก็มีคนชื่อเอฟ.ที่ซื้อกลุ่มๆ หนึ่งไปจากนายดิษฐพงษ์ แจ้งมาที่ตนให้ทราบว่าได้ซื้อและจ่ายเงินค่ากลุ่มไปแล้วโอนเงิน 3 ครั้ง 25,000 , 14,000 และ 7,000 บาท รวม 46,000 บาท


ส่วนกลุ่มและเพจอื่นๆ ยังไม่รู้ว่าเขาเอาขายใครแล้วหรือยัง อยากจะฝากบอกถ้าเอามาคืนตนก็จะยกเลิกไม่ดำเนินคดี ส่วนเงินที่เอาไปจะมาทยอยใช้คืนก็ได้ ตนมีความจำเป็นต้องอุปการะดํแลแม่ป่วยจริงๆ ถึงต้องประกาศขายเพจที่ทำมา ซึ่งเมื่อสามปีก่อนก็จำใจต้องขายเพจ "ปากหมาพาแรง"ที่มีคนติดตาม 8.7 แสนกว่าคนไปในราคา 2 แสนกว่าบาท คนซื้อเขาเอาไปทำคอนเท้นต์ต่อ เราก็ได้เงินมารักษาคุณแม่เช่นกัน


เบื้องต้นพนักงานสอบสวน บก.ปอท.รับแจ้งไว้ทำการตรวจสอบและประสานกับ สภ.เมืองปทุมธานี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามตัวนายหน้าแสบรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เครดิต https://siamrath.co.th/n/191668